หน้าแรก     สารบัญ     พิมพ์     ออก
กลับ 6/11 ต่อไป
วิชาหลักการตลาด : รหัสวิชา 05-210-102

หน่วยที่ 13 การจัดจำหน่าย (Distribution) - การค้าปลีก (Retailing) - ความหมาย - ประเภทของกิจการค้าปลีก (Types of Retailers

การค้าปลีก (Retailing)

ความหมาย

การค้าปลีก หมายถึงการขายสินค้าให้กับผู้บริโภคคนสุดท้าย โดยการซื้อสินค้าของผู้บริโภคมีวัตถุประสงค์เพื่อบริโภคหรือเพื่อสมาชิกในครอบครัว ผู้ค้าปลีกจะซื้อสินค้าจากใครก็ได้ แต่ต้องขายสินค้าให้กับผู้บริโภคคนสุดท้ายเท่านั้น

ประเภทของกิจการค้าปลีก (Types of Retailers)

ร้านค้าปลีกมีมากมายหลายประเภท มีทั้งขนาดเล็ก ๆ ที่มีผู้จำหน่ายเพียงคนเดียว ไปจนถึงกิจการร้านค้าใหญ่โต อย่างเช่นห้างสรรพสินค้าที่เป็นศูนย์รวมการจำหน่ายสินค้าครบวงจร หรือร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่เลือกจำหน่ายเฉพาะสายผลิตภัณฑ์ใด ๆ เช่นร้าน FBT จำหน่ายอุปกรณ์กีฬาทุกประเภท การจำแนกประเภทของร้านค้าปลีกมีหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการจำแนกหลายหลักเกณฑ์ด้วยกัน ดังนี้

•  การจำแนกประเภทกิจการค้าปลีกตามลักษณะการซื้อของผู้บริโภค (Classification by Shopping Effort)

(1) ร้านสะดวกซื้อ (Convenience Stores) เป็นร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่จำหน่ายสินค้าเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับความสะดวกในการซื้อสินค้าค่อนข้างมาก การเลือกซื้อจะพยายามหาซื้อจากร้านค้าใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงาน เช่น ร้านขายของเบ็ดเตล็ด ร้านขายของชำ ร้านอาหาร ในปัจจุบันมีร้านค้าสะดวกซื้อสมัยใหม่เข้ามาให้บริการในประเทศไทยมากขึ้น และมีแนวโน้มจะเป็นร้านค้าปลีกที่ได้รับความนิยมจากลูกค้า ทั้งนี้เพราะมีการจัดตกแต่งสินค้าเป็นหมวดหมู่สวยงาม ร้านค้าสะอาด ระบบการให้บริการดี เช่นร้านเซเว่นอีเลฟเว่น แฟมมิลี่มาร์ท รวมทั้งร้านสะดวกซื้อตามปั้มน้ำมันทั่วไป

(2) ร้านเปรียบเทียบซื้อ (Shopping Stores) ร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าที่ลูกค้าจะต้องใช้การเปรียบเทียบดูสินค้าแต่ละยี่ห้อ แต่ละร้าน เพื่อดูราคา คุณภาพ รวมทั้งรูปแบบที่ตรงกับการใช้งาน ร้านค้าปลีกประเภทนี้จะมีสินค้าหลาย ๆ ประเภท เช่น เครื่องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องใช้สำนักงาน เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องกีฬา ฯลฯ ร้านค้าปลีกประเภทนี้ควรมีสินค้าหลากหลายตรายี่ห้อ หลายระดับราคา และหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ผู้บริโภคได้เปรียบเทียบจนเกิดความพอใจก่อนการตัดสินใจซื้อ ห้างสรรพสินค้า ถือเป็นร้านค้าปลีกแบบเปรียบเทียบซื้อที่มีความชัดเจนมากที่สุดประเภทหนึ่ง

(3) ร้านขายสินค้าเฉพาะ (Specialty Stores) เป็นร้านปลีกที่จำหน่ายสินค้าเฉพาะอย่าง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีความต้องการสินค้าประเภทนั้น ร้านค้าปลีกประเภทนี้พยายามสร้างชื่อเสียงให้ร้านของตนเป็นที่ยอมรับแก่ลูกค้า โดยพยายามสร้างความรู้ว่าหากต้องการสินค้าประเภทนั้นจะต้องไปซื้อที่ร้านของตน เช่น ร้านขายรองเท้าบาจา ร้านขายเครื่องแบบนักเรียน นักศึกษา ร้านขายคอมพิวเตอร์ ร้านขายเครื่องเสียง ร้าน Gift shop ร้านขายเครื่องสำอางค์ เป็นต้น ร้านค้าประเภทนี้อาจเป็นร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าเฉพาะตราสินค้าหนึ่ง ซึ่งผู้ผลิตเจ้าของตราสินค้าขยายช่องทางเปิดกิจการค้าปลีก เช่น รองเท้า BATA , NIKE , SENSO ร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป DOMON , GIORDANO , POLO , PINA HOUSE , ร้านขายไอศครีม SWANSON ร้าน PIZZA HUT ร้านขายดอกไม้ เป็นต้น สินค้าที่จำหน่ายในร้านค้าปลีกประเภทนี้ ผู้บริโภค จะเจาะจงชนิดของสินค้า หรือตราสินค้า จึต้องพยายามไปหาซื้อจากร้านเหล่านั้น

•  การจำแนกประเภทกิจการค้าปลีกตามวิธีการดำเนินงาน (Classification by Operation Methods)

(1) ร้านสรรพสินค้า (Department stores) เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ขายสินค้าหลายประเภท หลายชนิดรวมกัน มีการจัดหมวดหมู่ของสินค้าอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกซื้อได้อย่างสะดวก มีการจัดรายส่งเสริมการขายเป็นระยะๆ โดยอาจจะส่งเสริมการขายเฉพาะบางแผนก บางรายการ หรือทั้งร้านก็ได้ มีการให้บริการส่งสินค้าถึงบ้าน หากเป็นสินค้าขนาดใหญ่ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ตลอดจนอุปกรณ์ประเภทอื่น ๆ ที่ลูกค้าไม่สามารถขนกลับเองได้ สำหรับประเทศไทยมีร้านสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงได้แก่ เซ็นทรัล เดอะมอลล์ โรบินสัน เป็นต้น

(2) ร้านสรรพาหาร (Supermarket) เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่เน้นจำหน่ายสินค้าประเภทอาหารเป็นหลัก โดยมีทั้งอาหารสด อาหารกึ่งสำเร็จรูป และอาหารสำเร็จรูป นโยบายในการขายสินค้าของร้านสรรพาหารคือการให้ลูกค้าบริการตนเอง โดยพยายามจัดวางสินค้าให้ลูกค้าเห็นชัดเจน และมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าอย่างครบครับ เพื่อให้ลูกค้าสามารถบริการตนเอง (Self – service) ได้ ร้านสรรพสินค้าที่ปรากฎทั่วไปมี 2 ลักษณะด้วยกันคือ ร้านสรรพาหารที่เป็นแผนกหนึ่งของห้างสรรพสินค้า โดยร้านดังกล่าวนิยมตั้งอยู่ชั้นล่างของห้างสรรพสินค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความสะดวกในการซื้อ และร้านสรรพาหารที่ตั้งอยู่ต่างหาก ( Stand alone) เช่น ฟูดแลนด์ ฟูดไลอ้อน

(3) ผู้ค้าปลีกแบบเร่ขาย (House – to House Retailers) เป็นการค้าปลีกที่เก่าแก่มาก มีการเร่ขายสินค้าตามบ้านทั่วไป หรือเร่ขายสินค้าให้กับผู้บริโภคในบางช่วงเวลาเพื่อหาทางเพิ่มยอดขายหรือเพื่อเป็นการส่งเสริมการขาย และหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวสินค้าจากผู้บริโภค

(4) ร้านค้าปลีกทางไปรษณีย์ (Mail – order House) เป็นการค้าปลีกที่ไม่มีร้านค้า โดยผู้ขายใช้วิธีการส่งรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า และราคาไปให้ลูกค้าผ่านทางไปรษณีย์ ห้างลูกค้าประสงค์จะสั่งซื้อสินค้าตัวใดให้แจ้งกลับมายังผู้ขาย พร้อมส่งเงินค่าสินค้ามาด้วย แล้วผู้ขายจะจัดส่งสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ไปให้ผู้ขายตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ การค้าปลีกแบบนี้ต้องอาศัยความคุ้นเคยกัน ไว้ใจกัน และมักจะทำการค้าขายกันมานาน ถือเป็นการค้าปลีกอีกรูปแบบหนึ่งที่มีมานานแล้ว แต่ก็ยังคงใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน

(5) การขายสินค้าด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ (Vending Machines) เป็นการนำสินค้าที่ลูกค้ารู้จักเป็นอย่างดี มีความคุ้นเคย เช่น น้ำดื่ม นมกล่อง น้ำอัดลม หนังสือพิมพ์ เข้าใส่ในเครื่องจักรอัตโนมัติ แล้วลูกค้านำเงินไปหยอดตามราคาของสินค้า หลังจากนั้นก็สามารถรับสินค้าได้ที่ช่องรับสินค้า การค้าปลีกลักษณะนี้มีข้อดีหลายประการเช่นช่วยการลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานขาย เพื่อแก้ปัญหาเรื่องสถานที่ไม่เหมาะสมที่จะเปิดเป็นร้านค้าปลีกขึ้นมาเพราะค่าที่ดินแพงมาก อย่างไรก็ตามการใช้เครื่องจักรอัตโนมัติอาจจะไม่เหมาะกับสินค้าที่ลูกค้าจะต้องทำการเปรียบเทียบก่อนการซื้อ หรือสินค้าที่ลูกค้าจะต้องพิจารณาปัจจัยหลาย ๆ ประการก่อนการตัดสินใจซื้อ

(6) ร้านค้าปลีกจำหน่ายสินค้าราคาถูก (Discount House) เป็นร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดทั่ว ๆ ไป การขายสินค้าจะเน้นราคาถูกกว่าเป็นกลยุทธ์ในการเอาชนะคู่แข่ง ปัจจุบันมีร้านค้าปลีกประเภทนี้จากต่างชาติเข้ามาเปิดธุรกิจในประเทศไทยจำนวนมาก และสามารถดึงลูกค้าจากร้านสรรพสินค้าให้เข้าไปจับจ่ายใช้สอยในร้านค้าประเภทนี้มากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าระดับล่าง หรือลูกค้าระดับกลาง ร้านค้าปลีกเหล่านี้จะโฆษณาบอกกับประชาชนว่าเป็นร้านค้าปลีกที่จำหน่ายสินค้าราคาถูกกว่าที่อื่น บางร้านมีการประกันราคาว่าหากผู้บริโภคซื้อที่อื่นราคาต่ำกว่า สามารถนำสินค้าที่ซื้อไปมาชดเชยราคาสินค้าได้ และหลาย ๆ ร้านใช้คำขวัญว่า “every day low price “ หรือหมายถึงราคาถูกทุก ๆ วัน นั่นเอง